ยุคหนังเสียง (ค.ศ.1928-1945)

๒.๑.๓  ยุคหนังเสียง (ค.ศ.1928-1945)

การทดลองและการสร้างภาพยนตร์เสียงระยะแรก

ความคิดที่จะบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์นั้น เกิดขึ้นมานานควบคู่กับการคิดสร้างภาพยนตร์นั่นเอง การที่โธมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Edison) ให้วิลเลี่ยม ดิคสัน (William Kennedy Laurie Dickson) ทดลองสร้างกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์ก็เพื่อจะ นำมาใช้ประกอบเสียงกับเครื่อง Phonograph ของเขา นักประดิษฐ์คนอื่นๆ ในยุโรปก็ได้ทดลองเกี่ยวกับหนังเสียงมาแล้วเช่นกัน ดังปรากฏ ในงานแสดงสินค้าโลก (World Exposition) เมื่อปี ค.ศ.1900 ที่ปารีส มีนักประดิษฐ์ชาติต่างๆ นำระบบการ บันทึกเสียงในภาพยนตร์ไปแสดง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบใหญ่ๆ คือ

ระบบ Phonorama ของ L.A. Berthon, C.P. Dussaud และ G.F. Jaubert

ระบบ Chronophone ของ Leon Gaumont

ระบบ Phono-Cinema-Theatre ของ Clement-Maurice Gratioulet และ Hemri Lioret ซึ่งนำผลงานภาพยนตร์เสียงความยาว 1 นาที ของนักแสดงละคร โอเปร่า บัลเล่ต์ ที่มีชื่อเสียงไปฉายด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีระบบการบันทึกเสียงในภาพยนตร์เกิดขึ้นมากมาย (ซึ่งทุกระบบยังคงบันทึก เสียงลงไปกระบอกเสียง หรือจานเสียง) แต่ก็ยังไม่มีใครนิยมทำหนังเสียงเพื่อการค้าเนื่องจากปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ

1.  ความยุ่งยากของการบันทึกเสียงให้สัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆ ในภาพยนตร์

2. ปัญหาในการขยายสัญญาณเสียงให้ดังพอที่ผู้ชมจำนวนมากจะได้ยิน

3. ขนาดของกระบอกเสียงหรือ (ต่อมาพัฒนาเป็น) จานเสียงไม่สัมพันธ์กับความยาวของภาพยนตร์ (จานเสียงมีขนาดจำกัด ในขณะที่ภาพยนตร์ได้พัฒนาสร้างเป็นเรื่องยาวมากขึ้น)

ในเมื่อเสียงเป็นส่วนประกอบสำคัญของภาพยนตร์ ดังนั้น ตลอดยุคหนังเงียบ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 การค้นคว้าทดลองเพื่อหาวิธีบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์อย่างมีประสิทธิภาพและ เสียค่าใช้จ่ายไม่สูง จึงยังคงดำเนินต่อไป และแนวทางการทดลองก็เปลี่ยนจากการบันทึกเสียงลงในแผ่นเสียง (Sound-On-Disc) ไปเป็นการบันทึกเสียงลงบนฟิล์ม (Sound-On-Film) เลยทีเดียว

หนังเสียงในยุคแรกเริ่มจึงมีลักษณะของภาพนิ่งๆ ผสมผสานกับเสียงสนทนา ไม่มีการเคลื่อนไหวในภาพยนตร์อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น ในเรื่อง “The Jazz Singer” ในซีเควนซที่มีเสียงนั้น กล้องแช่นิ่งจับภาพนิ่ง ของ อัล จอลสัน ที่กำลังร้องเพลงโดยมีการตัดภาพเพียงน้อยนิด หากจะมีการขยับเคลื่อนไหวบ้างก็เป็น การเคลื่อนไหวของผู้แสดงไม่ใช่ตัวกล้อง อย่างไรก็ตามในซีเควนซที่ไม่มีการพูดยังคงมีการเคลื่อนไหวกล้องให้ได้ภาพที่ ต่อเนื่องและกระฉับกระเฉง แต่ปรากฏว่าคนกลับไปให้ความสนใจหนังตอนที่มีเสียงเพลง และเสียงพูดมากว่า นักวิจารณ์ภาพยนตร์บางคนสรุปว่าผู้ชมภาพยนตร์ในยุคนั้นสนใจแต่จะได้เห็นสิ่ง แปลกๆใหม่ๆ จนกระทั่งศิลปะของภาพยนตร์หรือภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นศิลปะแขนงหนึ่งต้องตาย ลง

ภาพยนตร์ เรื่อง “The Jazz Singer (1927)”

(http://www.bangitout.com/articles/viewarticle.php?a=2572)

หนังเสียงที่น่าสนใจเรื่องแรกๆ หลายเรื่องที่ผลิตขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับเทคนิคด้านเสียงอย่างสมบูรณ์ได้เป็นประเทศแรก ผู้กำกับหลายคนเรียนรู้เทคนิคในเรื่องนี้ และนำไปปรับใช้ให้ได้ประสิทธิภาพ นั่นคือแม้ว่าในฉากที่มีบทสนทนานั้น ผู้มีบทพูดจะต้องอยู่นิ่ง แต่ผู้แสดงคนอื่นๆ ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ รวมทั้งกล้ององก็สามารถเคลื่อนไหวได้ในฉากที่ไม่มีบทพูด หลังจากนั้นจึงนำภาพยนตร์ ดังกล่าวมาบันทึกเสียงดนตรีและเสียงประกอบเข้าไป ผลงานชิ้นสำคัญๆ ในระยะนี้ได้แก่เรื่อง The Love Parade (ปี ค.ศ.1929) ของ Ernst Lubitsch, เรื่อง Applause (ปี 1929) ของ Rouben Mamoulian, เรื่อง Hallelujah (ปี 1929) ของ King Vidor, รวมทั้งเรื่อง All Quiet on the Western Front (ปี 1930) ของ Lewis Milestone ภาพยนตร์เหล่านี้หวนกลับมาใช้หลักการสื่อสารด้วยภาพของยุคหนังเงียบ และ Lubitsch เองก็ได้พบข้อสรุปว่า ในการสร้างภาพยนตร์พูดนั้น บทสนทนาต่างๆ จำเป็นต้องเขียนได้ดียิ่งด้วย ภาพยนตร์จึงจะประสบ ความสำเร็จ (หนังของเขาส่วนใหญ่เขียนบทโดย Samson Raphaelson)

The Love Parade (ปี ค.ศ.1929)

(http://www.sensesofcinema.com/2005/cteq/love_parade/)

ศึกษาเพิ่มเติม

The History of the Edison Cylinder Phonograph

http://inventors.about.com/library/inventors/bledisondiscphpgraph.htm

date 26 พฤษภาคม 2554

ภาพยนตร์เรื่อง The Jazz Singer

Jordan Hiller (Posted: 07-20-2009)http://www.bangitout.com/articles/viewarticle.php?a=2572 date 26 พฤษภาคม 2554

เอกสารอ้างอิง

postproduction52 (22 กุมภาพันธ์ 2553). ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 3 [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://postproduction52.wordpress.com/2010/02/22/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82-3/ (วันที่ค้นข้อมูล : 8 พฤษภาคม 2554).

การทดลองและการสร้างภาพยนตร์สีIMV-Part 2_1 Basic to Television and video-pdf

การทดลองเกี่ยวกับการใช้สีในภาพยนตร์เริ่มต้นมาพร้อมๆ กับการใช้เสียง ตั้งแต่ยุคฟิล์มสตริปมาแล้ว ที่เมลิแอร์ (GEORGE ME’LIE’S) ใช้วิธีจ้างคนงานหญิง 21 คน มาช่วยกันระบายสีลงในฟิล์มหนังทีละเฟรม ด้วยมือ

ในสหรัฐฯ ทั้งพอร์เตอร์ (Edwin Stanton Porter) และกริฟฟิธ (David Llewelyn Wark Griffith) เคยใช้น้ำยาเคมีย้อมสีหนังมาแล้ว และในช่วงทศวรรษ 1920 หนังสหรัฐฯ ราว 80 เปอร์เซ็นต์ที่สร้างขึ้นก็มีการย้อมสีในบางฉาก (ซีเควนซ์ : sequence) กันจนเป็นแฟชั่น

หลักการสำคัญของการทำหนังสีทุกระบบก็คือ การแยกสีธรรมชาติออกเป็นแม่สี 3 สี แล้วบันทึกแต่ละแม่สีลงในชั้นไวแสงแต่ละชั้นของฟิล์มในม้วนเดียวกัน เมื่อนำฟิล์มนั้นมาฉาย แม่สีเหล่านั้นก็จะผสมผสานกันฉายกลับออกมาให้เห็นเป็นสีธรรมชาติดังเดิม

Advertisements
Comments
  1. อยากให้มีวิถีของหนังเงียบสู่หนังเสียงค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s