ยุคหนังเงียบ (ค.ศ. 1908 – 1928)

๒.  ประวัติและวิวัฒนาการของภาพยนตร์

๒.๑  กำเนิดภาพยนตร์โลก

          กว่าที่ภาพยนตร์จะพัฒนาการมาจนถึงรูปแบบ ๓ มิติสมจริง อย่างที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ได้ผ่านจุดกำเนิดและวิวัฒนาการที่ยาวนาน  นับตั้งแต่เป็นฟิล์มท่อนสั้น  ๆ ดูได้ที่ละคน หนังขาวดำที่ไม่มีเสียง หนังเสียงในฟิล์ม เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๑๒๓ ปี

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก  สามารถแบ่งได้คร่าวๆ 4 ยุค ได้แก่

๒.๑.๑  ยุคบุกเบิก (ค.ศ. 1815 – 1907)

ยุคบุกเบิกของภาพยนตร์จะมีเรื่องราวสำคัญ ๆ อยู่ ๓ เรื่องราว ได้แก่

๑)      การทดลองเกี่ยวกับภาพยนตร์ของเอดิสันและคณะ

๒)      สิ่งประดิษฐ์ของพี่น้องลูมิแอร์

๓)      ฟิล์มสตริปและภาพยนตร์ม้วนเดียวจบ (ค.ศ. 1896 – 1907)

 

การทดลองของเอดิสันและคณะ

 

Thomas Edison

William Kennedy Laurie Dickson

(https://hhsapush.wikispaces.com/The+Kinetograph+and+the+Kinetoscope)

(http://www.wildfilmhistory.org/person/2757/William+Kennedy+Laurie+Dickson.html)

โธมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Edison) และวิลเลี่ยม ดิคสัน (William Kennedy Laurie Dickson) ได้ทำงานทดลองเกี่ยวกับภาพยนตร์ในราวปี พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) จนสามารถประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพยนตร์เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ.1889) เรียกชื่อว่า Kinetograph  โดยใช้ฟิล์มเซลลูลอยด์ ของ จอร์จ อีสต์แมน (george eastman) ซึ่งออกใหม่ในขณะนั้น หนังเรื่องแรกที่ถ่ายทำ คือ fred ott’s sneeze อันเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ในระยะเดียวคือ ปานกลางค่อนข้างใกล้ (Medium Close-up) ของชายที่กำลังจาม

Kinetograph (Motion Picture Camera)  1888

(http://www.xtimeline.com/evt/view.aspx?id=292287)

ภาพยนตร์เรื่อง fred ott’s sneeze

(http://www.youtube.com/watch?v=2wnOpDWSbyw)

          นอกจากนี้ ยังได้ประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์ที่เรียกว่า Kinetoscope ขึ้นด้วย มีลักษณะเป็นตู้สูงขนาดเอว เป็นเครื่องฉายในลักษณะ “ถ้ำมอง” (Peep Show machine) ที่ดูได้คราวละหนึ่งคน และหยอดเหรียญค่าดูครั้งละ 1 เพนนี เครื่อง Kinetoscope ออกแสดงครั้งแรกต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) หนังแต่ละเรื่องที่จัดแสดงในเครื่องถ้ำมองกินเวลาเพียงไม่กี่วินาที

   

ลักษณะภายในของเครื่อง kinetoscope

ลักษณะการดูภาพยนตร์ใน Kinetoscope

(http://www.victorian-cinema.net/kinetoscope3.jpg)

(http://www.victorian-cinema.net/kinetoscope2.jpg)

สิ่งประดิษฐ์ของพี่น้องลูมิแอร์

เนื่องจาก โธมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Edison) ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์เครื่องฉายและกล้องถ่ายภาพยนตร์ของเขาเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา  บรรดานักประดิษฐ์ชาวยุโรปชาติต่างๆ ที่สนใจและค้นคว้าในเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อได้มาชมนิทรรศการประดิษฐ์กรรมของเอดิสันจึงสามารถลอกแบบและนำไปปรับปรุงให้ดีกว่าได้

Auguste and Louis Lumière

(http://en.wikipedia.org/wiki/File:Fratelli_Lumiere.jpg)

Auguste and Louis Lumière

http://www.toutlecine.com/images/star/0005/00059045-auguste-lumiere.html

          นักประดิษฐ์พี่น้องคู่หนึ่งที่นับว่ามีบทบาทสำคัญมากก็คือ พี่น้องตระกูลลูมิแอร์ ชื่อ Auguste และ Louise Lumiere ซึ่งได้ทดลองออกแบบกล้องถ่ายภาพยนตร์ขึ้น โดยใช้เครื่องกลแบบเดียวกับที่ใช้ในจักรเย็บผ้าที่จะช่วยเลื่อนฟิล์มไปข้างหน้า ซึ่งก็คือ “กวัก” อันเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังคงใช้อยู่ในกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์ในปัจจุบัน ลูมิแอร์ ได้จดทะเบียลิขสิทธิ์ผลงานของเขาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) โดยให้ชื่อประดิษฐ์กรรมนี้ว่า Cinematography ซึ่งมีข้อดีกว่ากล้องของเอดิสัน คือ เป็นทั้งเครื่องถ่ายทำและเครื่องฉายได้ภายในตัวเดียว และมีน้ำหนักเบากว่า จึงสามารถนำออกไปถ่ายทำหนังนอกสถานที่ได้

กล้องถ่ายภาพยนตร์ cinematographe ของ Auguste Lumière-Louis Lumière

(http://www.victorian-cinema.net/machines.htm)

          ภาพยนตร์เรื่องแรกที่พี่น้องลูมิแอร์ถ่ายทำขึ้นก็คือ La Sortie des ouvriers de I’ usine Lumiere (คนงานออกจากโรงงานลูมิแอร์) แสดงให้เห็นภาพชีวิตประจำวันของคนงานที่ออกจากโรงงาน ซึ่งมีลักษณะที่เป็นไปตามธรรมชาติปกติและไม่มีการ “จัดแสดง” นี่เป็นอีกจุดหนึ่งของความแตกต่างทางด้านศิลปะการสร้างภาพยนตร์ระหว่าง ลูมิแอร์กับเอดิสัน ซึ่งจะเห็นได้จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องของสองฝ่ายนี้ อาจกล่าวได้ว่า ในขณะที่เอดิสันนั้นเป็นบิดาของภาพยนตร์เรื่องหรือภาพยนตร์ที่เป็นการแสดง ลูมิแอร์ก็จะเป็นฝ่ายเริ่มบุกเบิกภาพยนตร์ธรรมชาติหรือสารคดี ภาพยนตร์ของลูมิแอร์ออกฉายแก่สาธารณชนและเก็บค่าเช้าชมเป็นครั้งแรก ณ ห้องใต้ถุน ของร้าน Grand Cafe ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) จึงถือว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นของภาพยนตร์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งก็ก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นพอสมควร เนื่องจากเมื่อหนังฉายภาพรถไฟที่พุ่งตรงเข้ามาหาคนดูทำให้คนดูหลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่นี้ตกใจและวิ่งหนีเพราะคิดว่าเป็นเรื่องจริง

 

Workers leaving the Lumière Factory, c-1895

(http://www.acmi.net.au/AIC/LUMIERE_STILLS.html)

ภาพยนตร์เรื่อง La Sortie des ouvriers de I’ usine Lumiere

(http://www.youtube.com/watch?v=xxLGDF_121U)

 

10 อันดับหนังเงียบตลอดกาล

 

ศึกษาเพิ่มเติม

  1. ผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องมือเกี่ยวกับภาพยนตร์  ที่เว็บไซต์

http://www.victorian-cinema.net/machines.htm

  1. ชีวิตและการทำงานด้านภาพยนตร์ของ Auguste and Louis Lumière  ที่เว็บไซต์

http://www.acmi.net.au/AIC/LUMIERE_STILLS.html

  1. กล้องถ่ายหนังตัวแรกของโลก

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=filmlover&month=31-12-2007&group=7&gblog=24  (วันที่ค้นข้อมูล :  5 พฤษภาคม 2554)

  1. ประวัติภาพยนตร์โลก

http://guru.sanook.com/pedia/topic/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/  (วันที่ค้นข้อมูล :  7 พฤษภาคม 2554)

 

เอกสารอ้างอิง

สนุก! พีเดีย (ม.ป.พ.). บทความพีเดียเรื่อง ประวัติภาพยนตร์โลก [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://guru.sanook.com/pedia/topic/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/ (วันที่ค้นข้อมูล : 21  พฤษภาคม  2554).

วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี  (5 พฤษภาคม 2554). เทคโนโลยีภาพยนตร์  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C (วันที่ค้นข้อมูล : 21  พฤษภาคม  2554).

นิติวัฒน์ เจตนา (28 มกราคม พ.ศ. 2552). ประวัติภาพยนตร์โลก  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://kiramura.blogspot.com/2009/01/blog-post_28.html  (วันที่ค้นข้อมูล : 20 เมษายน 2554).

Film Lover bloggang (30 ธันวาคม 2550). อ.มาโนช : ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=filmlover&month=30-12-2007&group=7&gblog=22  (วันที่ค้นข้อมูล : 5 พฤษภาคม 2554).


ฟิล์มสตริปและภาพยนตร์ม้วนเดียวจบ (ค.ศ. 1896 – 1907)

หลังจากที่การพัฒนาทางด้านเครื่องมือ (Hardware) และอุปกรณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์และฉายภาพยนตร์ได้ดำเนินไปในระดับหนึ่งในยุคเริ่มต้นหรือยุคของการบุกเบิกงานสร้างภาพยนตร์นั้นแล้ว ก็ได้มีผู้สนใจหันมาให้ความสำคัญทางด้านการผลิตภาพยนตร์ขึ้น แต่ในยุคที่ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเกือบทั้งหมดยังคงเป็นเพียงเรื่องสั้นๆ ถ่ายทำด้วยฟิล์มเพียงท่อนเดียวที่เรียกว่า ฟิล์มสตริป (filmstrip) หรือบางเรื่องก็มีความยาวแค่ม้วนเดียว (One reelers)

๒.๑.๒  ยุคหนังเงียบ (ค.ศ. 1908 – 1928)

ยุคหนังเงียบ เป็นยุคที่สหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาศิลปะการสร้างภาพยนตร์ขึ้นอย่างมาก ประจวบกับสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้เกิดขึ้นในยุคนี้ด้วย เป็นผลให้พัฒนาการทางภาพยนตร์ของประเทศต่างๆ ในยุโรปที่เข้าสงครามต้องหยุดชะงักลง และกลายเป็นฝ่ายรับในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จะเห็นได้จากสถิติที่ว่าก่อนปี ค.ศ.1914 นั้น 90 เปอร์เซ็นต์ของภาพยนตร์ที่ส่งออกไปฉายในตลาดโลกเป็นของฝรั่งเศส แต่หลังปี ค.ศ. 1928 เป็นต้นมา 85 เปอร์เซ็นต์ของหนังในตลาดโลกเป็นของสหรัฐฯ

ยุคหนังเงียบ ได้มีหลายเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นในยุคนี้ ดังนี้

กริฟฟิธ (David Llewelyn Wark Griffith) ที่เปลี่ยนแนวคิด รูปแบบวิธีการด้านการถ่ายทำและการตัดต่อภาพยนตร์

ยุคต้นของหนังตลก ที่กำเนิด แมค เซนเนท (Mack Sennett) และชาลี แชปลิน (Charlie Chaplin)

สมัยอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ เติบโตเต็มที่ โดยเฉพาะกำเนิด Hollywood (ฮอลลีวู้ด)

หนังตลกในทศวรรษที่ 1920 ได้แก่ บัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton)  ฮาโรลด์ ลอยด์ (Harold Clayton Lloyd, Sr.) และรวมทั้ง หนังสารคดีที่เกิดขึ้นครั้งแรกในยุคนี้

 

กริฟฟิธ (David Llewelyn Wark Griffith)

สมัยของกริฟฟิธ (D.W. Griffith) การค้นพบศิลปะภาพยนตร์อย่างแท้จริงเริ่มต้นด้วยงานของ กริฟฟิธ โดยได้ค้นพบพื้นฐานที่สำคัญสองประการ คือ ผลของการจัดองค์ประกอบภาพและการตัดต่อ

David Llewelyn Wark Griffith

 (http://en.wikipedia.org/wiki/D._W._Griffith)

          ในด้านการจัดองค์ประกอบภาพ กริฟฟิธ ไม่เห็นด้วยที่จะใช้วิธีการจับภาพตัวแสดงเต็มๆ ที่เรียกว่า Standard Shot ซึ่งบริษัทภาพยนตร์สนับสนุนให้ใช้ (ด้วยเหตุผลที่ว่า คนดูยอมเสียเงินเข้าชมภาพยนตร์ เพื่อที่จะได้เห็นตัวแสดงเต็มๆ ตัวไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว ในเมื่อต้องจ่ายอัตราค่าดูที่เท่ากันอยู่แล้ว) กริฟฟิธได้พัฒนาการถ่ายทำโดยให้มีการจับภาพในระยะต่างกันทั้งชุดทีเดียว นับแต่ระยะใกล้มาก (Extreme Close-up) ไปจนถึงระยะไกลมาก (Extreme Long Shot) โดยเขาได้ค้นพบว่า การจัดองค์ประกอบ (composition) ของภาพในแต่ละเฟรม (Frame) โดยคำนึงถึงขนาด (Size) ของภาพเหมาะสม ตามบทบาทของผู้แสดงจะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ดูมากว่าการบันทึกภาพในลักษณะเดียวกับการแสดงละครบนเวที

กริฟฟิธ ยังได้พัฒนาในเรื่องพื้นผิวของภาพ (Texture) การมองเห็น (the look) และความรู้สึก (the feel) รวมทั้งเฉดสี (Tone) ของภาพแต่ละช็อต (Shot)  รวมทั้งการจัดจังหวะ (Rhythms) ความหมาย (Meaning) การรับรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Kinetic Sensation)

ในด้านจังหวะของการตัดต่อภาพแต่ละช็อตให้ต่อเนื่องกัน กริฟฟิธ พบว่า การตัดภาพอย่างเฉื่อยชาจะให้ความรู้สึกเงียบ สงบ และเรียบเรื่อยขณะที่การตัดภาพอย่างกะทันหันรวดเร็วจะสร้างความรู้สึกตึงเครียด เร้าใจ เพิ่มความรู้สึกรวดเร็ว อีกทั้งเสนอภาพในลักษณะแทนตาตัวละคร ซึ่งจะเป็นการเล่าความนึกคิด ความสนใจของตัวละครนั้นๆ ได้ด้วย

ตลอดจน การต่อเชื่อมแต่ละช็อต (Shot) หรือแต่ละคัท (Cut) เข้าเป็นเรื่องราวอย่างแยบยล กริฟฟิธมีความคิดหลักอยู่ว่า พื้นฐานที่แท้จริงของโครงสร้างภาพยนตร์ก็คือ “ช็อต” (Shot) ไม่ใช่ “ฉาก” (Scene) (ดังที่ เมลิแอร์หรือเซคก้า หรือพอร์เตอร์ เคยให้คำจำกัดความไว้) ภาพยนตร์เป็นสื่อภาษาชนิดใหม่ที่มีไวยากรณ์และศิลปะแห่งการจูงใจเฉพาะตัวของมันเอง การเรียงร้อย แต่ละช็อตเข้าด้วยกันเป็นฉาก หลายฉากรวมเข้าเป็นซีเควนซ์ (sequence) และหลายๆซีเควนซ์รวมเข้าเป็นเรื่อง ก็เป็นไปในทำนองเดียวกับการเอาคำมาต่อกันเข้าให้เป็นประโยค จากประโยคหลายๆ ประโยครวม กันเป็นย่อหน้าหนึ่ง และหลายๆ ย่อหน้ารวมเข้าเป็นบทความหรือเรื่องราวเรื่องหนึ่งนั่นเอง กริฟฟิธไม่ได้เสนอการค้นพบข้อนี้ของเขาในเชิงทฤษฎีเท่านั้น หากได้แสดงให้เห็นในการสร้างภาพยนตร์นับร้อยๆ เรื่องทีเดียว

ยุคต้นของหนังตลก  ยุคสมัยของกริฟฟิธ ก็คือจุดเริ่มต้นของหนังตลกด้วย และมีผู้นำคนแรกของยุคนี้ก็คือ Mack Sennett

แมค เซนเนท (Mack Sennett)

(http://www.filmreference.com/Directors-Sc-St/Sennett-Mack.html)

 

๑)     แมค เซนเนท (Mack Sennett)

แมค เซนเนทท์ (Mack Sennett) เริ่มทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ในปี ค.ศ.1907 ในฐานะนักแสดง และผู้กำกับร่วมกับกริฟฟิธที่บริษัทไบโอกราฟ (Biograph films) ผลงานของเขาตั้งแต่ปี 1908-1912 ก็ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมทั้งสร้างสานุศิษย์ในวงการหนังตลกอีกหลายคน เช่น Charlie Chaplin, Fatty Arbuckle, Harold Lloyd ฯลฯ

ในหนังตลกของเซนเนทเขามักใช้คนแสดงเป็นเครื่องจักร หรือให้ความสำคัญกับเครื่องจักรมากกว่าความเป็นคน นอกจากนี้หนังของบริษัทคีย์สโตน (Keystone Production Company) จะพยายามลดปัญหาสังคมโดยเอาเรื่องของการดูถูก หรือกดขี่กันมาทำเป็นเรื่องตลกไร้สาระ เช่น หนังที่ล้อเลียนพวกยิว พวกเยอรมัน คนผิวดำ รวมทั้งคนรวยหัวสูง พวกคลั่งจริยธรรม นักเทศน์ ครูอาจารย์ และตำรวจ ในหนังเหล่านี้จะมีการเตะก้นกัน หรือเอาก้อนอิฐทุบหัวกันอยู่เสมอๆ นอกจากนี้ เซนเนทยังชอบสร้างหนังที่ล้อเลียนหนังเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง เช่นเรื่อง A Versatile Vilain (1915) ที่ล้อเลียนหนังคาวบอยตะวันตก เป็นต้น

๒)    ชาลี แชปลิน (Charlie Chaplin)

ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin)

(http://www.oknation.net/blog/print.php?id=400045)

 

เซอร์ชาลส์ สเปนเซอร์ แชปลิน จูเนียร์ ( Sir Charles Spencer Chaplin, Jr.) หรือรู้จักกันในชื่อ ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) เป็นราชาดาวตลกจอมเสียดสีชาวอังกฤษที่โด่งดังและรุ่งเรืองในยุคภาพยนตร์เงียบในยุคต้นถึงยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20  คนทั่วไปมักจะรู้จักเขาในบทบาทคนจรจัดที่สวมเสื้อนอกคับตัว สวมกางเกงและรองเท้าหลวม สวมหมวกดาร์บีหรือหมวกโบว์เลอร์ ถือไม้เท้าไม้ไผ่ และไว้หนวดจิ๋ม

ในปลายปี ค.ศ.1913 แมค เซนเนทท์ (Mack Sennett) ได้ว่าจ้างชาร์ลี แชปลิน เป็นนักแสดงในบริษัทคีย์สโตน ฟิล์ม หนังเรื่องแรกของชาร์ลี แชปลิน คือ เรื่อง “Making a Living” เป็นหนังตลกแบบม้วนเดียวจบ

ภาพยนตร์เรื่อง Making a Living

(http://www.youtube.com/watch?v=XY1csKCVZMg)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1914  เขาได้แสดงบทบาทคนจรจัดเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องที่สอง ชื่อเรื่อง “Kid Auto Races at Venice”

ภาพยนตร์เรื่อง Kid Auto Races at Venice

ขณะเดียวกันชาร์ลี แชปลิน ก็เรียนรู้ศิลปะการทำหนังได้อย่างรวดเร็ว   จนกระทั่งต่อมา เขาได้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นผู้กำกับและเขียนบทหนังสั้นของเขาเอง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง

 

ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin)

(http://www.oknation.net/blog/print.php?id= 400045)

          ต่อมา ชาร์ลี แชปลิน ได้ร่วมงานกับ มิวชวล ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น ผลิตหนังตลกแบบสองม้วนจบ 12 เรื่อง ซึ่งหนังเหล่านี้จัดว่าเป็นหนังที่มีอิทธิพลในวงการหนังในยุคนั้น เนื่องจากได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีการนำหนังตลกเก่า ๆ ของเขาออกมาฉายซ้ำ มีการตัดต่อใหม่ เปลี่ยนชื่อ ครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อมาหนังทั้ง 12 เรื่องได้ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ให้มีเสียงในปี 1933

นอกจากนี้ ใน ค.ศ.1917 ชาร์ลี แชปลิน ได้ร่วมงานกับบริษัทเฟิร์ส เนชั่นนอล เพื่อผลิตหนังแบบสองม้วนจบอีก 8 เรื่อง โดย เฟิร์ส เนชั่นนอล เป็นฝ่ายจัดหาทุนและจำหน่ายหนัง ต่อมา ชาร์ลี แชปลิน ก็ได้สร้างฮอลลีวูด สตูดิโอ ของเขาขึ้นเอง และในปี ค.ศ.1919 ชาร์ลี แชปลิน ร่วมกับ Mary Pickford, Douglas Fairbanks และ D. W. Griffith จัดตั้งบริษัท ยูไนเต็ด อาร์ทิส ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาทุนเพื่อสร้างหนัง เพื่อไม่ต้องพึงพาผู้จัดหาทุนและจัดจำหน่ายหนังในฮอลลีวูดที่เพิ่มอำนาจมากขึ้น  หนังสองเรื่องสุดท้ายของ ชาร์ลี แชปลิน  คือเรื่อง “A King in New York” ที่เขาคอยดูแลและเป็นทั้งผู้เขียนบทและผู้กำกับ อีกเรื่องคือ “A Countess from Hong Kong” ชาร์ลี แชปลิน ได้แสดงเป็นเรื่องสุดท้าย

แต่อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าชาร์ลี แชปลิน มีความสามารถทั้งด้านการเขียนบท สร้าง กำกับ แสดง และเขียนเพลงประกอบเองด้วย เขามีพรสวรรค์ในการแสดงออกด้วยภาษาท่าทางเป็นอย่างยิ่ง จึงรู้สึกปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ค่อนข้างยาก เขายอมเป็นคนสุดท้ายที่สร้างหนังใบ้  หนังของเขาทั้งเงียบและไม่เงียบล้วนสะท้อนประสบการณ์ชีวิตของเขาเองซึ่งลำบากยากแค้นตั้งแต่วัยเด็ก เขาสร้างและสวมบทคนพเนจรได้อย่างสมจริง จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาตลอดกาลอย่างที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

oknation.net, Monkey Magic in (( ๗๒๔ ; Room )) (3 พฤษภาคม 2550). อัตชีวประวัติของชาลี แชปลิ  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id= 400045  (วันที่ค้นข้อมูล : 25 พฤษภาคม 2554

ศึกษาเพิ่มเติม

ประวัติของ กริฟฟิธ

http://en.wikipedia.org/wiki/D._W._Griffith (วันที่ค้นข้อมูล : 24 พฤษภาคม 2554)

ประวัติของ เซนเนท (Sennett)

http://www.filmreference.com/Directors-Sc-St/Sennett-Mack.html

(วันที่ค้นข้อมูล : 24 พฤษภาคม 2554)

ประวัติของชาลี แชปลิน

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A5%E0%B8%B5_%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99 24 พฤษภาคม 2554

http://www.charliechaplin.com/biography/articles/21-Overview-of-His-Life

นิติวัฒน์ เจตนา (28 มกราคม พ.ศ. 2552). ประวัติภาพยนตร์โลก  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://kiramura.blogspot.com/2009/01/blog-post_28.html  (วันที่ค้นข้อมูล : 20 เมษายน 2554).

อัตชีวประวัติ ของ ชาลี แชปลิน

oknation.net, Monkey Magic in (( ๗๒๔ ; Room )) (3 พฤษภาคม 2550). อัตชีวประวัติ ของ ชาลี แชปลิ  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id= 400045  (วันที่ค้นข้อมูล : 25 พฤษภาคม 2554).

รำลึก122ปี “ชาร์ลี แชปลิน” ราชาตลกสุดคลาสสิคผู้ยิ่งใหญ่ ที่อยู่ในใจคนทั้งโลก!!

Matichon online (15 เมษายน พ.ศ. 2554). รำลึก 122 ปี “ชาร์ลี แชปลิน”  ราชาตลกสุดคลาสสิคผู้ยิ่งใหญ่ ที่อยู่ในใจคนทั้งโลก!!  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1302855193&grpid=01&catid=&subcatid=  (วันที่ค้นข้อมูล : 26 พฤษภาคม 2554).

รำลึก 122 ปี “ชาร์ลี แชปลิน” ราชาตลกสุดคลาสสิคผู้ยิ่งใหญ่

pantip.com :chalermthai, หมาป่าดำ (16 เม.ย. 2554). รำลึก 122 ปี “ชาร์ลี แชปลิน” ราชาตลกสุดคลาสสิคผู้ยิ่งใหญ่  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2011/04/A10451710/A10451710.html  (วันที่ค้นข้อมูล : 25 พฤษภาคม 2554).

ดูหนังเงียบของชาลี แชปลิน เรื่อง His Favorite Pastime (1914)

http://www.youtube.com/watch?v=SrXq14Gthwc

แบ่งปัน http://youtu.be/SrXq14Gthwc

Charlie Chaplin-The circus

http://www.youtube.com/watch?v=QNAjMc02UlU&feature=related

แบ่งปัน http://youtu.be/QNAjMc02UlU

เอกสารอ้างอิง

oknation.net, Monkey Magic in (( ๗๒๔ ; Room )) (3 พฤษภาคม 2550). อัตชีวประวัติ ของ ชาลี แชปลิ  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id= 400045  (วันที่ค้นข้อมูล : 25 พฤษภาคม 2554).

สมัยอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ เติบโตเต็มที่

บรรดานักสร้างภาพยนตร์คนสำคัญๆ เช่น กริฟฟิธ แมค เซนเนทและ ชาลี แชปลิน ต่างก็ได้พัฒนาฝีมือในการสร้างภาพยนตร์ของตนได้ถึงขีดสุดในช่วงปี ค.ศ.1915 และนี่ก็เป็นจุดเดียวกับที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ได้พัฒนาขึ้นถึงจุดที่เติบโตเต็มที่เช่นกัน  ยุคนี้นับเป็นยุคแรกที่นำระบบดารายอดนิยมมาจับความประทับใจของสาธารณชน ทำให้ดาราดังๆ มีค่าตัวสูงมาก อย่างเช่น ชาลี แชปลิน หรือ แมรี่ พิคฟอร์ด ที่เซ็นต์สัญญารับค่าตัวปีละล้านเหรียญ

ในทศวรรษนี้เองที่ฮอลลีวู้ด (Hollywood) ก็ได้กลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางของ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ เมื่อนายทุนหลายคนได้ประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีเงินล้าน และได้มีการจัดระบบโรงถ่ายในฮอลลีวู้ดให้เป็นมาตรฐาน Thomas H. Ince เป็นผู้อำนวยการสร้างคนหนึ่งในจำนวนผู้ที่เริ่มระบบโรงงานอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ โดยมีการกำหนดตารางการถ่ายทำ คำนวณงบประมาณ รวมทั้งกลั่นกรองรับรองบทถ่ายทำ ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงาน

Thomas H. Ince

(http://www.filmreference.com/Writers-and-Production-Artists-Ha-Ja/Ince-Thomas-H.html)

          ปี ค.ศ.1916 อดอล์ฟ ซูเคอร์ (Adolph Zukor) ครองตำแหน่งประธานขององค์กรอุตสาหกรรมภาพยนตร์อันทรงอิทธิพลนี้กลายๆ และเรียกองค์กรนี้ว่า Paramount Pictures ถึงปี 1925 บริษัทอื่นๆ ก็เกิดตามขึ้นมาอีก เช่น Goldwin Pictures Corporation, Universal Pictures Company, Columbia Picture Company, Warner Brothers, The Fox Company และ Metro-Goldwyn-Mayer

Warner Brothers,

The Fox Company

Columbia Picture Company

Metro-Goldwyn-Mayer


 

Hollywood (ฮอลลีวู้ด)

ฮอลลีวู้ด (Hollywood)

http://www.marketpage.com/Channel100.html

ฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ราวปี ค.ศ.1915 จนถึง ค.ศ. 1970 มาจากชื่อฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ในหุบเขา Cahuenga ของนาง ฮาร์วี่ย์ วิลคอกซ์ (Harvey Henderson Wilcox) ภรรยาของนักบุกเบิกดินแดนตะวันตก ซึ่งก่อตั้งฟาร์มขึ้นในปี ค.ศ.1888 เธอได้ชื่อนี้จากการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมแถบชิคาโก แล้วไปพบบ้านพักฤดูร้อนหลังหนึ่งเข้า ชื่อ “ฮอลลีวู้ด” ด้วยความประทับใจจึงกลับไปตั้งชื่อฟาร์มของเธอว่า ฮอลลีวู้ดด้วย ในปี 1910 ชาวบ้านในแถบนี้ได้โวตเสียงให้ฮอลลีวู้ดไปขึ้นอยู่กับเมืองลอสแอนเจอลิส เพื่อที่จะได้รับบริการสาธารณูปโภคด้านน้ำประปา ในตอนนั้นประชากรของฮอลลีวู้ดมีเพียง 5,000 คนเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ปรากฏว่าในปี 1919 ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 คน และเมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ดเติบโตเต็มที่ ประชากรก็เพิ่มเป็น 130,000 คน ในปี1925

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1910 ผู้กำกับภาพยนตร์ D.W. Griffith ถูกส่งมายังชายฝั่งตะวันออกโดยบริษัทชีวประวัติของอเมริกาพร้อมด้วยนักแสดง ของเขาอันประกอบไปด้วยนักแสดง Blanche Sweet, Lillian Gish, Mary Pickford, Lionel Barrymore และอื่นๆ พวกเขาได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งแรกในโรงถ่ายที่ว่างอยู่ ณ ใจกลางเมืองของลอสแอนเจลิส (Los Angeles) บริษัทนี้ตัดสินใจที่จะสำรวจหาดินแดนใหม่และได้เดินทางไปทางตอนเหนือเป็น ระยะ 5 ไมล์จนถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งฮอลลีวูด ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้เป็นมิตรและสนุกสนานกับบริษัทภาพยนตร์ที่มาถ่ายทำที่ นั่นอย่างมาก จากนั้น D.W. Griffith ก็ได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฮอลลีวูดที่มีชื่อว่า In Old California ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวเมโลดราม่า ชีวประวัติที่เกี่ยวกับแคลิฟอร์เนียยุคลาตินเม็กซิกัน เมื่อราวปี 1800 บริษัทภาพยนตร์แห่งนี้ได้อยู่ที่นี่เป็นเวลาร่วมเดือนและสร้างผลงานภาพยนตร์ออกมาสองสามเรื่องก่อนที่จะเดินทางกลับนิวยอร์ก

โรงถ่ายแห่งแรกที่ตั้งขึ้นที่ฮอลลีวู้ด ในปี ค.ศ.1911 คือ โรงถ่ายของบริษัท Centaur Co. ซึ่งต้องการสร้างภาพยนตร์ประเภทคาวบอยตะวันตก ปีต่อมาก็ได้มีโรงถ่ายเกิดขึ้นอีก 15 แห่งด้วยกัน และหลังจากนั้น บริษัทภาพยนตร์หลายแห่งก็ได้ยินชื่อเสียงของสถานที่อันวิเศษนั้น จนในปี ค.ศ. 1913 ก็มีหลายบริษัทได้ตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางตะวันตก และภาพยนตร์เรื่องยาว (Feature Film) เรื่องแรกที่สร้างในฮอลลิวูดคือเรื่อง “The Squaw Man” ที่กำกับโดย Cecil B. Demille โดยก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ทั้งหมดที่ถ่ายทำในปี ค.ศ. 1908 ถึง ค.ศ. 1913 ต่างก็เป็นภาพยนตร์สั้นทั้งหมด ภาพยนตร์เหล่านี้ถือว่าเป็น’จุดกำเนิด’ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์แห่งฮอลลีวูดอย่างแท้จริง

หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฮอลลีวูดได้กลายมาเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ของโลก บริษัทที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงอยู่ในฮอลลีวูดในทุกวันนี้ก็คือ William Horsley of Gower Gulch-based Nestor และ Centaur films ที่เป็นผู้สร้างห้องปฏิบัติการภาพยนตร์ของฮอลลีวูด ที่ตอนนี้มีชื่อเรียกว่า ห้องปฏิบัติการดิจิตอลแห่งฮอลลีวูด (the Hollywood Digital Laboratory)


 

ศึกษาเพิ่มเติม

รูปภาพประกอบ Thomas H. Ince

http://www.filmreference.com/Writers-and-Production-Artists-Ha-Ja/Ince-Thomas-H.html

เอกสารอ้างอิง

postproduction52  (22 กุมภาพันธ์ 2553). ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 2  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://postproduction52.wordpress.com/2010/02/22/%E0% B8%9B%E0%B8% A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7% E0%B8%B1%E0%B8%95% E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82-2/ (วันที่ค้นข้อมูล : 8 พฤษภาคม 2554).

วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี  (18 เมษายน 2554). ฮอลลีวูด  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B9%E0%B8%94  (วันที่ค้นข้อมูล : 26  พฤษภาคม  2554).

หนังตลกในทศวรรษที่ 1920

ผลิตผลจากฮอลลีวู้ดที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่ชื่นชอบกันมากในทศวรรษที่ 1920 ก็คือภาพยนตร์ตลก ชาลี  แชปลิน เข้าร่วมงานกันนักบุกเบิกทางด้านภาพยนตร์ตลกอีก 3 คน คือ บัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton), ฮาโรลด์ ลอยด์ (Harold Clayton Lloyd, Sr.) และแฮรี่ แลงดอน ซึ่งมีผลงานและได้รับความนิยมพอๆ กัน

๑)     บัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton)

บัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton) และผลงานแสดง

(http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99)

(http://www.altfg.com/blog/classics/buster-keaton-the-general-ultimate-2-disc-edition/)

โจเซฟ แฟรงก์ “บัสเตอร์” คีตัน ที่ 6 (อังกฤษ: Joseph Frank “Buster” Keaton VI) (4 ตุลาคม ค.ศ. 18951 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1966) เป็นนักแสดงตลกชาวอเมริักันและผู้สร้างภาพยนตร์ เป็นที่รู้จักในภาพยนตร์เงียบ กับเอกลักษณ์ตลกท่าทาง โดยมีฉายาว่า “ตลกหน้าตายผู้ยิ่งใหญ่”

นอกจากนี้ คีตันยังติดอันดับ 7 ของผู้กำกับยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของนิตยสาร เอนเตอร์เทนเมนต์วีกลี ในปี 1999 สถาบันภาพยนตร์อเมริกันจัดอันดับให้คีตันอยู่อันดับ 21 ในหัวข้อนักแสดงชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และในปี 2002 จากแบบสำรวจของนิตยสารไซต์แอนด์ซาวด์ จัดอันดับภาพยนตร์ของคีตันเรื่อง The General ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดตลอดกาลที่อันดับ 15

เอกสารอ้างอิง

วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี  (2 เมษายน 2554). บัสเตอร์ คีตัน [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/ %E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99  (วันที่ค้นข้อมูล : 26  พฤษภาคม  2554).

๒)     ฮาโรลด์ ลอยด์ (Harold Clayton Lloyd, Sr.)

นักแสดงภาพยนตร์และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เงียบ ชาวอเมริกัน เขามีผลงานภาพยนตร์ตลก เกือบ 200 เรื่อง  ภาพยนตร์ของเขามักมีฉากตื่นเต้นหวาดเสียวอยู่เสมอ เขาเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากลักษณะแว่นตาที่เป็นเอกลักษณ์

ฮาโรลด์ ลอยด์ (Harold Clayton Lloyd, Sr.) และผลงานแสดง

http://en.wikipedia.org/wiki/Harold_Lloyd

http://aholidayqueen.blogspot.com/2011/04/wednesdays-celebrations.html

ฮาโรลด์ ลอยด์ ในภาพยนตร์เรื่อง Safety Last”- 1923

เอกสารอ้างอิง

วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี  (2 เมษายน 2554). บัสเตอร์ คีตัน [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/ %E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99  (วันที่ค้นข้อมูล : 26  พฤษภาคม  2554).

หนังสารคดียุคแรก

การพัฒนาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของหนังเงียบในสหรัฐฯ ก็คือการเริ่มต้นกำเนิดภาพยนตร์สารคดีเรื่องสำคัญของโรเบิร์ต ฟลาเฮอร์ตี้ (Robert Joseph Flaherty) เรื่อง “Nanook of the North” ปี ค.ศ. 1992 เป็นหนังสารคดี หนังเงียบ ความยาว ๗๙ นาที เรื่องแรกของสหรัฐฯ ที่ประสบความสำเร็จทางการค้าอย่างมาก

 

ภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “Nanook of the North”

(http://www.impawards.com/1922/nanook_of_the_north.html)

(http://lifeanddeathofaplayer.com/2009/05/13/inspirations-nanook-of-the-north/)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตชาวเอสกิโมที่สะท้อนผ่านตัวละครชื่อ “น่านุก” ซึ่งแต่ละวันของเขาต้องต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอด จากภาพยนตร์ผู้ชมจะได้รู้สึกว่า หากเขาเป็นนานุก เขาจะรู้สึกอย่างไร รวมทั้งได้เห็นวิถีชีวิตในสายตาของนานุกด้วย ความสำเร็จของภาพยนตร์ชุดนี้ ทำให้ฟลาเฮอร์ตี้ มีโอกาสสร้างภาพยนตร์ สารคดีอื่นๆ ให้ฮอลลีวู้ด บางเรื่องเขาก็ทำคนเดียวเช่น Moana (1926) บางเรื่องก็ร่วมกับคนอื่น เช่น White Shadow of the South Seas (1928) และ Tabu (1931) ต่อมาฟลาเฮอร์ตี้รู้สึกว่าฮอลลีวู้ดไม่เป็นมิตรต่อความมุ่งหมายในอันที่จะสังเกตและสร้างสรรค์ประสบการณ์ชีวิตอย่างเป็นเอกภาพของเขา เขาจึงอพยพไปอยู่อังกฤษ และได้ไปเป็นผู้นำให้วงการภาพยนตร์อังกฤษก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวงในการสร้างภาพยนตร์สารคดีในทศวรรษที่ 1930

ศึกษาเพิ่มเติม

เรื่องราวของภาพยนตร์สารคดี เรื่อง Nanook of the North

http://en.wikipedia.org/wiki/Nanook_of_the_North

เอกสารอ้างอิง

postproduction52  (22 กุมภาพันธ์ 2553). ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 3  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://postproduction52.wordpress.com/2010/02/22/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82-3/  (วันที่ค้นข้อมูล : 8 พฤษภาคม 2554).

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s